ชวนลงชื่อแสดงพลังเรียกร้องรัฐยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเพราะละเมิดสิทธิและการประกอบอาชีพประชาชน


ชวนลงชื่อแสดงพลังเรียกร้องรัฐยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเพราะละเมิดสิทธิและการประกอบอาชีพประชาชน
ประเด็นรณรงค์
ชวนแสดงพลังลงชื่อเรียกร้องให้รัฐ ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯควบคุมโควิด-19 เพราะละเมิดสิทธิ เสนอใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯและกฎหมายปกติก็เพียงพอ
เนื่องจากรัฐบาลได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นมาเพื่อควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 จนถึงปัจจุบัน โดยมีมาตรการให้ปิดสถานที่ ประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกนอกบ้านหรือเดินทางเวลากลางคืน ห้ามการชุมนุม มีข้อกำหนดเรื่องการเดินทางข้ามจังหวัดอย่างเข้มงวด ซึ่งประชาชนได้ปฏิบัติตามประกาศของรัฐบาลอย่างเคร่งครัดในทุกมาตรการ จนทำให้แนวโน้มของสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าหรือโควิด -19 ดีขึ้นมาก
อย่างไรก็ตามในระหว่างการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาลได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตในการทำมาหากินและการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน อันรวมถึงการใช้เสรีภาพในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการทั้งของรัฐและเอกชนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิตของประชาชนด้วย
ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบ!!!!
“บางวันออกวิ่งรถหลายชั่วโมงไม่มีลูกค้า หรือ ได้แค่ 100 - 200 บาท แม้จะออกมาขับรถจะไม่คุ้มค่าแก๊สที่เติมหรือไม่พอเพียงที่จะจ่ายค่าเช่า แต่ก็ต้องออกมาขับรถเพื่อที่จะหาเป็นค่าข้าว ช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารมากคือ ช่วงเลิกงานและใกล้เวลาเคอร์ฟิว แม้คิดว่าจะได้ค่าโดยสารแต่หากกลับบ้านไม่ทัน แล้วต้องโดนค่าปรับหรือถูกดำเนินคดี ซึ่งไม่คุ้มจึงจำเป็นที่ต้องปฏิเสธลูกค้า เว้นแต่ว่าเป็นทางกลับบ้านก็จะรับ” นี่คือเสียงบางส่วนของคนขับแท็กซี่ที่ได้ระบายความรู้สึกกับพวกเราเครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาคต่อการได้รับผลกระทบจากการประกาศเคอร์ฟิวส์ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาล
ไม่เพียงเฉพาะคนขับแท็กซี่ แม่ค้าก็ได้รับผลกระทบ “เวลาเปิดปิดร้านก็มีผลต่อแม่ค้า คือ ต้องเปิดและปิดเร็วขึ้น เพื่อให้สามารถกลับบ้านได้ทันเวลาเคอร์ฟิว ค่าใช้จ่ายในร้านก็ต้องประหยัดขึ้น จึงลดคนงาน เพื่อให้ร้านอยู่รอด แล้วเจ้าของร้านหรือลูกจ้างที่เหลือก็ช่วยกันทำงานเพิ่มขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ” แม่ค้ารายหนึ่งกล่าวกับพวกเราเครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาค
“ช่วงเวลาเคอร์ฟิว มีการกระทบเรื่องการขนส่งสินค้า เนื่องจากเป็นเวลาที่จำกัดในการส่งผลผลิตให้ถึงที่หมาย ก่อนเวลาเคอร์ฟิว การจะขออนุญาตค่อนข้างลำบาก หรือพื้นที่การปลูกพืชซึ่งเป็นรอยต่ออีกจังหวัดหนึ่ง เมื่อการข้ามจังหวัดต้องมีการขออนุญาต ทำให้เกษตรกรต้องเดินทางไปขายพืชผลทางการเกษตรที่ไกลขึ้น ไม่สามารถข้ามไปขายอีกจังหวัดได้ ซึ่งเคยเป็นตลาดในการซื้อขายพืชผลทางการเกษตรมาก่อน เป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิต หรือผู้ซื้อก็ไม่เดินทางมารับซื้อเหมือนเดิม” เสียงของเกษตรกรและแม่ค้าที่สะท้อนความรู้สึกกับพวกเรา
“ในช่วงที่มีการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในพื้นที่ที่มีโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โครงการพัฒนาเหล่านั้นยังเดินหน้าต่อไป ทั้งกระบวนการพิจารณาและกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้อง แต่ประชาชนและชุมชนไม่สามารถออกมาใช้สิทธิใช้เสียงได้ในการติดตามตรวจสอบ มีส่วนร่วม และให้ความเห็นต่อโครงการได้ เช่น กรณีการจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา หากไครียะห์ เยาวชนหญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและคนอื่นๆไม่ได้นอนที่ศาลากลางจังหวัดสงขลาเพื่อปกป้องชุมชนของเขาแล้วผลการพิจารณาที่ตามมาจะเป็นเช่นไร” หนึ่งในเสียงของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ได้รับผลกระทบระบุ
จากเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ขณะนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ และหน่วยงานด้านความมั่นคง กำลังอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อฉวยโอกาสในการจำกัดและคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชน โดยมิได้มีนัยยะเกี่ยวข้องกับการป้องกันยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 แต่อย่างใด รวมถึงการปฏิบัติการระดับพื้นที่ การออกข้อกำหนดภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับต่างๆ ที่ผ่านมายังสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ รายได้ โอกาสในการประกอบอาชีพโดยปกติของทุกผู้คนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจน ผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบการอิสระในระดับเล็กและระดับกลาง ในขณะที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่กลับยังสามารถดำเนินโครงการเพื่อใช้ทรัพยากรและแสวงหาผลประโยชน์ท่ามกลางความยากลำบาก แร้นแค้นของคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำและจุดยืนของรัฐบาลในการบริหารประเทศอย่างชัดเจน
ตัวแทนเครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อรัฐบาลและผู้ตรวจการแผ่นดิน
ด้วยเหตุนี้เมื่อวันอังคารที่ 26 พ.ค. 2563 ตัวแทนเครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อรัฐบาลและผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สำหรับการแก้ไขปัญหาโควิด-19 และยืนยันว่ารัฐสามารถแก้ปัญหาโควิดโดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ด้วยการนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อการควบคุมโรคมาประกาศใช้แทน ซึ่งในบางตอนของหนังสือที่เครือข่ายยื่นให้ต่อรัฐบาลและผู้ตรวจการแผนดินระบุอย่างชัดเจนว่า “พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ได้ให้อำนาจรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้อย่างครอบคลุมต่อการควบคุมโรคระบาดโควิด19 และเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์โดยตรงในการควบคุมโรคติดต่อ ควบคู่กับการดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็งและการประสานความร่วมมือกับประชาชนก็เป็นแนวทางในการควบคุมสถานการณ์โรคติดต่อนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยังมีกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่สามารถบังคับใช้ประกอบกันเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดได้โดยไม่จำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เช่น พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พระราชบัญญัติสำรวจการกักตุนโภคภัณฑ์ และพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เป็นต้น ซึ่งเป็นกฎหมายที่รัฐบาลและหน่วยงานได้นำมาบังคับใช้ในการประกาศกำหนดมาตรการและให้อำนาจแก่หน่วยงานเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบันอยู่แล้ว”
“พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวางและรุนแรง เป็นการใช้อำนาจที่คลุมเครือ ขาดการตรวจสอบ และมีการยกเว้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่เอาไว้ รัฐจึงต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อย่างระมัดระวังและจำกัดเท่าที่จำเป็น และการบังคับใช้กฎหมายปกติ เช่น พ.ร.บ.โรคติดต่อ และกฎหมายคนเข้าเมือง ก็ให้อำนาจกำหนดมาตรการที่ครอบคลุมเพียงพอที่จะป้องกันและควบคุมโรคระบาดได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกไปอีก เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำรงชีวิตทำมาหากินและใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานได้ อันรวมถึงการใช้เสรีภาพในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการทั้งของรัฐและเอกชนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่กำหนดขึ้น โดยใช้กฎหมายปกติตามความจำเป็น”
ล่าสุดภายหลังจากที่เครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาคได้ยื่นหนังสือไปแล้ว รัฐยังมีคำสั่งขยายเวลาการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีกจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2563 โดยไม่ฟังเสียงเรียกร้องจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
ในนามของเครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาค ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงขอเดินหน้าเรียกร้องให้รัฐบาลต้องยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่เกิดผลกระทบกับการดำรงชีวิตและเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจำนวนมากเกินความจำเป็น รวมถึงอาจมีการใช้อำนาจอย่างคลุมเครือไปในทางที่ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันควบคุมโรคระบาด อันจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือเป็นภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ และเราขอเรียกร้องให้รัฐหันมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ที่ปกติสุข และการรับรองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเร่งด่วนต่อไป
หากท่านเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องในครั้งนี้ได้โปรดลงชื่อสนับสนุนการเรียกร้องของพวกเรา เพราะหนึ่งเสียงของท่านมีความหมายในการทำให้ประชาชน คนจน ผู้ใช้แรงงาน และผู้ประกอบการอิสระในระดับเล็กและระดับกลางสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้โดยปกติ และสามารถทำให้ชาวบ้าน นักปกป้องสิทธิมนุษยชนระดับชุมชนสามารถปกป้องทรัพยากรในชุมชนของตนเองเอาไว้ได้ และเพราะสุขภาพที่ดีของมนุษย์หมายถึงชีวิตของประชาชนที่ไม่ถูกจำกัดสิทธิ เสรีภาพและสิทธิมนุษยชนได้รับการคุ้มครอง ขอเชิญทุกท่านร่วมลงชื่อ
ประเด็นรณรงค์
ชวนแสดงพลังลงชื่อเรียกร้องให้รัฐ ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯควบคุมโควิด-19 เพราะละเมิดสิทธิ เสนอใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯและกฎหมายปกติก็เพียงพอ
เนื่องจากรัฐบาลได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นมาเพื่อควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 จนถึงปัจจุบัน โดยมีมาตรการให้ปิดสถานที่ ประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกนอกบ้านหรือเดินทางเวลากลางคืน ห้ามการชุมนุม มีข้อกำหนดเรื่องการเดินทางข้ามจังหวัดอย่างเข้มงวด ซึ่งประชาชนได้ปฏิบัติตามประกาศของรัฐบาลอย่างเคร่งครัดในทุกมาตรการ จนทำให้แนวโน้มของสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าหรือโควิด -19 ดีขึ้นมาก
อย่างไรก็ตามในระหว่างการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาลได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตในการทำมาหากินและการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน อันรวมถึงการใช้เสรีภาพในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการทั้งของรัฐและเอกชนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิตของประชาชนด้วย
ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบ!!!!
“บางวันออกวิ่งรถหลายชั่วโมงไม่มีลูกค้า หรือ ได้แค่ 100 - 200 บาท แม้จะออกมาขับรถจะไม่คุ้มค่าแก๊สที่เติมหรือไม่พอเพียงที่จะจ่ายค่าเช่า แต่ก็ต้องออกมาขับรถเพื่อที่จะหาเป็นค่าข้าว ช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารมากคือ ช่วงเลิกงานและใกล้เวลาเคอร์ฟิว แม้คิดว่าจะได้ค่าโดยสารแต่หากกลับบ้านไม่ทัน แล้วต้องโดนค่าปรับหรือถูกดำเนินคดี ซึ่งไม่คุ้มจึงจำเป็นที่ต้องปฏิเสธลูกค้า เว้นแต่ว่าเป็นทางกลับบ้านก็จะรับ” นี่คือเสียงบางส่วนของคนขับแท็กซี่ที่ได้ระบายความรู้สึกกับพวกเราเครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาคต่อการได้รับผลกระทบจากการประกาศเคอร์ฟิวส์ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาล
ไม่เพียงเฉพาะคนขับแท็กซี่ แม่ค้าก็ได้รับผลกระทบ “เวลาเปิดปิดร้านก็มีผลต่อแม่ค้า คือ ต้องเปิดและปิดเร็วขึ้น เพื่อให้สามารถกลับบ้านได้ทันเวลาเคอร์ฟิว ค่าใช้จ่ายในร้านก็ต้องประหยัดขึ้น จึงลดคนงาน เพื่อให้ร้านอยู่รอด แล้วเจ้าของร้านหรือลูกจ้างที่เหลือก็ช่วยกันทำงานเพิ่มขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ” แม่ค้ารายหนึ่งกล่าวกับพวกเราเครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาค
“ช่วงเวลาเคอร์ฟิว มีการกระทบเรื่องการขนส่งสินค้า เนื่องจากเป็นเวลาที่จำกัดในการส่งผลผลิตให้ถึงที่หมาย ก่อนเวลาเคอร์ฟิว การจะขออนุญาตค่อนข้างลำบาก หรือพื้นที่การปลูกพืชซึ่งเป็นรอยต่ออีกจังหวัดหนึ่ง เมื่อการข้ามจังหวัดต้องมีการขออนุญาต ทำให้เกษตรกรต้องเดินทางไปขายพืชผลทางการเกษตรที่ไกลขึ้น ไม่สามารถข้ามไปขายอีกจังหวัดได้ ซึ่งเคยเป็นตลาดในการซื้อขายพืชผลทางการเกษตรมาก่อน เป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิต หรือผู้ซื้อก็ไม่เดินทางมารับซื้อเหมือนเดิม” เสียงของเกษตรกรและแม่ค้าที่สะท้อนความรู้สึกกับพวกเรา
“ในช่วงที่มีการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในพื้นที่ที่มีโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โครงการพัฒนาเหล่านั้นยังเดินหน้าต่อไป ทั้งกระบวนการพิจารณาและกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้อง แต่ประชาชนและชุมชนไม่สามารถออกมาใช้สิทธิใช้เสียงได้ในการติดตามตรวจสอบ มีส่วนร่วม และให้ความเห็นต่อโครงการได้ เช่น กรณีการจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา หากไครียะห์ เยาวชนหญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและคนอื่นๆไม่ได้นอนที่ศาลากลางจังหวัดสงขลาเพื่อปกป้องชุมชนของเขาแล้วผลการพิจารณาที่ตามมาจะเป็นเช่นไร” หนึ่งในเสียงของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ได้รับผลกระทบระบุ
จากเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ขณะนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ และหน่วยงานด้านความมั่นคง กำลังอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อฉวยโอกาสในการจำกัดและคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชน โดยมิได้มีนัยยะเกี่ยวข้องกับการป้องกันยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 แต่อย่างใด รวมถึงการปฏิบัติการระดับพื้นที่ การออกข้อกำหนดภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับต่างๆ ที่ผ่านมายังสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ รายได้ โอกาสในการประกอบอาชีพโดยปกติของทุกผู้คนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจน ผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบการอิสระในระดับเล็กและระดับกลาง ในขณะที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่กลับยังสามารถดำเนินโครงการเพื่อใช้ทรัพยากรและแสวงหาผลประโยชน์ท่ามกลางความยากลำบาก แร้นแค้นของคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำและจุดยืนของรัฐบาลในการบริหารประเทศอย่างชัดเจน
ตัวแทนเครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อรัฐบาลและผู้ตรวจการแผ่นดิน
ด้วยเหตุนี้เมื่อวันอังคารที่ 26 พ.ค. 2563 ตัวแทนเครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อรัฐบาลและผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สำหรับการแก้ไขปัญหาโควิด-19 และยืนยันว่ารัฐสามารถแก้ปัญหาโควิดโดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ด้วยการนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อการควบคุมโรคมาประกาศใช้แทน ซึ่งในบางตอนของหนังสือที่เครือข่ายยื่นให้ต่อรัฐบาลและผู้ตรวจการแผนดินระบุอย่างชัดเจนว่า “พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ได้ให้อำนาจรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้อย่างครอบคลุมต่อการควบคุมโรคระบาดโควิด19 และเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์โดยตรงในการควบคุมโรคติดต่อ ควบคู่กับการดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็งและการประสานความร่วมมือกับประชาชนก็เป็นแนวทางในการควบคุมสถานการณ์โรคติดต่อนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยังมีกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่สามารถบังคับใช้ประกอบกันเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดได้โดยไม่จำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เช่น พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พระราชบัญญัติสำรวจการกักตุนโภคภัณฑ์ และพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เป็นต้น ซึ่งเป็นกฎหมายที่รัฐบาลและหน่วยงานได้นำมาบังคับใช้ในการประกาศกำหนดมาตรการและให้อำนาจแก่หน่วยงานเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบันอยู่แล้ว”
“พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวางและรุนแรง เป็นการใช้อำนาจที่คลุมเครือ ขาดการตรวจสอบ และมีการยกเว้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่เอาไว้ รัฐจึงต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อย่างระมัดระวังและจำกัดเท่าที่จำเป็น และการบังคับใช้กฎหมายปกติ เช่น พ.ร.บ.โรคติดต่อ และกฎหมายคนเข้าเมือง ก็ให้อำนาจกำหนดมาตรการที่ครอบคลุมเพียงพอที่จะป้องกันและควบคุมโรคระบาดได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกไปอีก เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำรงชีวิตทำมาหากินและใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานได้ อันรวมถึงการใช้เสรีภาพในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการทั้งของรัฐและเอกชนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่กำหนดขึ้น โดยใช้กฎหมายปกติตามความจำเป็น”
ล่าสุดภายหลังจากที่เครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาคได้ยื่นหนังสือไปแล้ว รัฐยังมีคำสั่งขยายเวลาการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีกจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2563 โดยไม่ฟังเสียงเรียกร้องจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
ในนามของเครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาค ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงขอเดินหน้าเรียกร้องให้รัฐบาลต้องยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่เกิดผลกระทบกับการดำรงชีวิตและเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจำนวนมากเกินความจำเป็น รวมถึงอาจมีการใช้อำนาจอย่างคลุมเครือไปในทางที่ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันควบคุมโรคระบาด อันจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือเป็นภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ และเราขอเรียกร้องให้รัฐหันมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ที่ปกติสุข และการรับรองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเร่งด่วนต่อไป
หากท่านเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องในครั้งนี้ได้โปรดลงชื่อสนับสนุนการเรียกร้องของพวกเรา เพราะหนึ่งเสียงของท่านมีความหมายในการทำให้ประชาชน คนจน ผู้ใช้แรงงาน และผู้ประกอบการอิสระในระดับเล็กและระดับกลางสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้โดยปกติ และสามารถทำให้ชาวบ้าน นักปกป้องสิทธิมนุษยชนระดับชุมชนสามารถปกป้องทรัพยากรในชุมชนของตนเองเอาไว้ได้ และเพราะสุขภาพที่ดีของมนุษย์หมายถึงชีวิตของประชาชนที่ไม่ถูกจำกัดสิทธิ เสรีภาพและสิทธิมนุษยชนได้รับการคุ้มครอง ขอเชิญทุกท่านร่วมลงชื่อ
ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 1 มิถุนายน ค.ศ. 2020 แล้ว